วันนี้เกิดนึกถึงวันเก่า ๆ ขึ้นมา ย้อนไปเมื่อเกือบๆ 10 ปีที่แล้ว
ตอนนั้น เพิ่งย้ายกลับไปเรียนที่สุพรรณใหม่ๆ หลังจากเป็นเด็กนักเรียนประจำอยู่ 6ปี
ไปตอนนั้นเข้าป.ห้า ก็ขึ้นรถรับส่งนักเรียนประจำ พี่ๆบนรถ เป็นเด็กมัธยมหมด
มีเราเป็นเด็กประถมคนเดียว แล้วบนรถ ก็จะมีสองโรงเรียน คือ กาญจนาภิเษก กับสงวญหญิง
ตอนเช้า เค้าก็จะไปส่งพี่ๆ ที่กาญจนา แล้วก็ สงวญหญิง แล้ววนมาส่งเราเป็นคนสุดท้ายที่โรงเรียนประถม
ตอนนั้น โรงเรียนกาญจนาฯ เพิ่งสร้างใหม่ๆ ยังไม่เสร็จดี ยังมีกองปูน กองทราย ที่ใช้สร้างตึก กองดินที่ใช้ถมที่
ระเกะระกะไปหมด ต้นไม้ ใบหญ้า ก็แทบจะไม่มีขึ้นเลย แทบไม่มีเลยสักต้นก็ว่าได้
คิดในใจอยู่เสมอว่า เรียนกันเข้าไปได้ยังไงเนี่ยสภาพโรงเรียนแบบนี้ ไม่คิดจะเข้าแน่ๆ
รอบๆ โรงเรียน ล้อมรอบไปด้วยนาข้าว อยู่ห่างไกลตัวเมือง
แล้วที่ไม่ชอบที่สุด ก็คือว่า...ชุดพละ สีน่าเกลียดมาก ยังกับลายตุ๊กแก
คือมีอคติทุกอย่าง เกี่ยวกับโรงเรียน
และมาถึงปลายปี ตอนอยู่ป.หก มีคุณครูเดินมาถามตามห้อง
ถามว่า ใครอยากไปสมัครเรียนโรงเรียนกาญจนาภิเษกบ้าง
จำได้ว่า ในห้องไม่มีใครยกมือสักคน
คือทุกคนอยากเข้าโรงเรียน สงวญหญิง กับ กรรณสูต ซึงเป็นโรงเรียนประจำจังหวัด กันทั้งนั้น
ส่วนเราตั้งใจมุ่งมั่นแน่วแน่ว่า อยากเข้าสตรีวิทย์ ไม่ก็ สาธิต มศว. คืออยากกลับไปเรียน กทม. เหมือนเดิม
แล้วอีกวัน ครูเดินมาประกาศในห้องอีกว่า รร. มีรถไปรับไปส่ง พาไปสมัคร และสอบฟรี ใครอยากสมัครบ้าง
ทีนี้ ไอ้เรา ก็ อยากลองข้อสอบขึ้นมา เลยยกมือ แล้วชวนเพื่อนๆในห้องสมัครด้วย
กะลองเล่นๆ ขำๆ ยังไงก็ ฟรี
พอถึงวันสอบ ก็ไม่ได้อ่านหนังสืออะไร ก็สอบๆไป
พอถึงวันประกาศก็ไม่เคยคิดจะไปดู ว่าจะติดไม่ติด เพราะไม่ได้สนใจ ไม่ได้อยากจะเรียน
หลังจากวันประกาศผล เพื่อนก็มาบอกว่า "เฮ้ย รุ้งพลอย แกติดว่ะ เค้ารับแค่120 คนเอง
เราแม่งไม่ติดว่ะ เซ็ง"
ไอ้เราก็ไปบอกพ่อว่า สอบติดๆ พอวันมอบตัว พ่อก็พาไปมอบตัว
แต่ไอ้เราก็ดื้อ ไม่อยากไปมอบตัว เพราะรอผลทางสตรีวิทย์อยู่
แต่ก็ไปมอบตัวจนได้
หลังจากนั้นรู้ผลสองรร.ที่อยากจะเข้า ดันไม่ติดทั้งคู่
เอาล่ะวะ ทำไงล่ะ สอบ3 ที่ ติดแค่ที่เดียว
ต้องเรียนล่ะวะ คราวนี้
เกลียดอะไร ไม่ชอบอะไร ก็ต้องเจออย่างงั้นแหละกู
แต่ตอนนั้น โรงเรียนกาญจนาก็สร้างเสร็จหมดเรียบร้อย
ต้นไม้ต้นหญ้าพอมีอยู่บ้าง แต่แทบจะนับต้นได้เลย
ถึงวัน เข้าค่ายต้อนรับสู่บ้านใหม่
ได้เจอเพื่อนๆใหม่ๆ ได้รู้ว่าอยู่ห้องKing ซะด้วย
วันแรกของการเข้าค่าย มีพี่ๆ พาไปเดินทัวร์รอบๆโรงเรียน
ดูห้องเรียนต่างๆ
ก็เป็นอะไรที่แปลกตาดี
วันที่เข้าค่าย มีรุ่นพี่ มาเล่นดนตรีสด ร้องเพลง แสดงให้ดูกัน
มีเต้น มีร้องเพลง ทำอะไรขำๆ
ต้อนรับน้องๆอย่างเต็มที่ นึกทีไรก็คิดถึงทุกที
รุ่นเรา เป็นรุ่นที่ 6 เป็นรุ่นแรกที่มีครบ ตั้งแต่ม. 1 - ม. 6
จำได้ว่า รุ่นพี่ม.หก มีกันแค่ 40คนเองมั้ง น้อยมากๆๆ
โรงเรียน นักเรียนน้อยๆ ก็อบอุ่นดี รู้จักกันได้ง่าย แล้วก็รักกันดี
ตอนเราอยู่ม.ต้น มองเห็นพวกพี่ๆม.ปลาย แล้วรู้สึกแบบว่า ดูเท่ ดูดีกันทั้งนั้น

จำได้ว่า ตอนนั้นไปเรียนอาทิตย์แรก แทบเรียนไม่ได้
เพราะร้อนจริงๆ ขนาดพัดลมยังไม่มีเลย ต้องใช้สมุดโบกๆ พัดๆแทน
อีกอาทิตย์นึง ต้องไปซื้อพัดมากันคนละอัน พัดกันให้ระงม
จนอาจารย์เวียนหัว มองเด็กโบกพัดจนตาลาย
เช้าๆ เข้าแถวตอนเช้า เป็นอะไรที่เกลียดมากๆๆ
เพราะต้องสวดมนต์บทยาว คือสวดบาลี แล้วต้องแปลไทยอีก
ทั้งสวด อรหังสัมมา แล้วยังมีแพร่เมตตา ตบท้ายด้วยกรวดน้ำอีก
แค่นั้นยังไม่พอ ต้องท่องกฎเยาวชนคนดีศรีสุพรรณทั้ง 11ข้อ
ต่อท้ายด้วยฟังอาจารย์อบรมณ์หน้าเสาธง
คือว่า ต้องยืนตากแดดแบบนี้ วันละครึ่งชม. ทุกวัน
จากตัวผิวขาวๆ กลายเป็นดำไปเลย SPF อะไรก็เอาไม่อยู่
ตอนพัำกกลางวัน ในห้อง ผู้หญิงชอบเล่นตี่จับ มากๆๆ
เล่นกันทุกวัน จนวันนึง โดนอาจารย์มาด่า
บอกว่า นี่พวกเธออยู่มัธยมกันแล้วนะ ไม่ใช่เด็กประถม
มาเล่นอะไรเป็นเด็กๆไปได้
เลยเซ็งกันไป อดเล่นคับ
ส่วนพวกผู้ชาย ก็ชอบเล่นเตะตระกร้อกันหลังห้อง
ไม่ก็ เตะฟุตบอลกันตรงทางเดิน
หลังๆ ครูด่าอีก
เล่นอะไรก็โดนด่ากันหมดดดดด
ก็เพราะว่า เล่นไม่เป็นที่เป็นทางนั่นเอง
แต่ตอนนั้น มีสิ่งที่เกลียดอีกอย่างนึงคือว่า
วิชาพละ ต้องเดินไปโรงยิม
แล้วมันอยู่ไกลมากๆๆๆๆๆๆๆๆ เกือบกิโลได้
ระหว่างทางเดิน ก็ไ่ม่มีต้นไม้
ไม่รู้ไปสร้างอะไรไกลขนาดนั้น
ก็เข้าใจว่า พื้นที่โรงเรียนมันเกือบร้อยไร่
แต่เอามาสร้างใกล้ๆตึกเรียนก็จะไม่ว่าอะไรเลย
เดินไปบ่นไป บ่นกันทุกครั้งที่เดิน
ตอนม.1คอมพิวเตอร์ก็ไม่มีเรียน ต้องเรียนวิชาพิมพ์ดีดแทน
เพราะคอมมีแค่ 40 ตัว ทั้งรร.
ตอนกีฬาสี ก็ปูเสื่อในเต้นท์ นั่งบนเสื่อ ริมสนามฟุตบอล
วิ่งแข่งที คนในเต้นท์ก็ได้กินฝุ่นกันที
ม.1 เป็นช่วงระยะปรับตัวให้เข้ากับทุกๆอย่างในโรงเรียน
ไม่ว่าจะเป็น รุ่นพี่ เพื่อน ครู สถานที่ และอาหาร
ม.2 เปิดเทอมใหม่ ย้ายห้องเรียนใหม่ ไปอยู่อีกอาคาร
แล้วก็ต้องย้ายที่นั่งใหม่ซะด้วยสิ เพื่อนๆ ก็เริ่มเปลี่ยนกลุ่ม
กลุ่มตอนม.1 นี่เริ่มแตก แยกย้ายกันไปอยู่กับกลุ่มอื่น
แล้วเหลือเราคนเดียวทำไงล่ะ
จะอยู่กลุ่มไหนดีวะ
กลุ่มนึงก็ตึงต๊องๆ บ้าๆบอๆ ทำตัวเป็นเด็กๆๆ
อีกกลุ่มก็ทำตัวเป็นสาวกันเกิน ดูแรดๆ แก่แดดเกินไป
เอาล่ะวะ ก็ตัดสินใจว่า... ไปอยู่กะกลุ่มติงต๊องท่าจะดีกว่า
เลยได้มาอยู่กับกลุ่มนี้แก๊งซ์เด็กแว่น

(โบว์ นุ้ย ภัทร ลูกตาล จ๋า เทป เล็ก ส่วนเปรตสูงๆข้างหลังคือ อีแว่น)
กลุ่มนี้จะทำอะไรกันช้าๆๆ แรกๆ เข้ามาอยู่ก็ไม่ทันใจ น่ารำคาญ
จากแบบที่เราเคยทำอะไรเร็วๆ ออกจากห้องเร็ว ลงไปทานข้าวเร็วๆ เพราะกลัวไม่มีที่นั่งในโรงอาหาร
ลงไปเข้าแถวเร็วๆ เลิกเรียน รีบเก็บกระเป๋า ลงไปเข้าแถวขึ้นรถกลับบ้านคนแรกๆๆ
พอมาอยู่กลุ่มนี้ ทุกอย่าง slow down หมดค่ะ
ลงไปเข้าแถวก็ทีหลังเค้า ลงไปทานข้าวก็ตอนพวกเด็กม.ปลายเค้ากินกัน ม.ต้นกินกันไปเสร็จหมดแล้ว
กลับบ้านเข้าแถวก็ท้ายยย อยู่ท้ายๆๆๆแถว ต๊าย อาไรกันชีวิตช๊านนนนนน
แค่นั้นยังไม่พอ จากเราคนนิ่งๆ เรียบร้อยๆ ไม่ค่อยพูดค่อยจา ดูขรึมๆ เป็นผู้ใหญ่กว่าเค้าในกลุ่ม
กลายยยย มาติงต๊องตามพวกมันไปได้
พักกลางวัน รึเลิกเรียน กิจกรรมยามว่างของไอ้พวกนี้คือ แสดงละครล้อเลียนโฆษณาเล่นกัน
คนนี้เป็นละครตัวนั้นตัวนี้ ไอ้เราก็ต้องเล่นไปกะมันด้วย แล้วกลับไปบ้านนี่ต้องไปดูโฆษณาใหม่ๆด้วย
อันไหนฮาๆๆ แล้วก็เอามาเล่นกันอีก
ยังจำกันได้รึป่าวก็ไม่รู้ มีโฆษณา มิสทีนอันนึง
เกี่ยวกับกระดาษซับหน้ามัน
ที่มีผู้ชายปั่นจักรยาน แล้วเอาสาวเวียดนามซ้อนท้ายรถจักรยาน
บรรยากาศในท้องทุ่งนา ตอนกลางวันแดดเปรี้ยงๆ
ปั่นๆไป โซ่รถจักรยานมันก็ฝืดๆ ดังอี๊ดๆๆ เอี๊ยดๆๆ
ผู้หญิงก็บอกให้ผู้ชายจอดรถ
เสร็จแล้ว ผู้หญิงก็ลงจากรถจักรยาน หยิบกระดาษซับมันมาซับหน้า
แล้วก็ เอากระดาษซับมันที่ซับแล้ว มาบิดๆๆลงตรงโซ่รถจักรยาน
ประมาณว่า ใช้แทนจารบี
แล้วก็ปั่นต่อไปโดนไม่มีเสียงดัง อี๊ดๆๆ เอี๊ยดๆๆ
นั่นแหละโฆษณาตัวแรก ที่พวกเราเล่นกัน
ว่างๆ อีก นั่งร้องเพลงกัน ร้องกันจนมีเรื่อง
ร้องกันจนโดนอาจารย์เรียกให้เข้าไปนั่งร้องให้ฟัง
มีครบในกลุ่ม คนนึงเคาะโต๊ะ ทำเป็นมือกลอง
คนนึงเคาะขาโต๊ะ ประกอบจังหวะ
คนนึงเป็นคอรัส ประสานเสียง
โอยยย สุดจะบรรยาย นี่เหรอ เด็กห้องคิง เค้าเล่นกัน
เวลาอาจารย์คนไหนไม่เข้าสอนรึว่า มีประชุม
พวกเราก็จะแอบโดดไปตีปิงปองกัน
มีกิจกรรมไร พวกเราก็โดดไม่เคยเข้ากิจกรรม
แอบไปตีกันแต่ปิงปอง
เล่นจากไม่เป็น ไม่เก่ง จนเก่งกันได้
จนหลังๆ จากที่เคยบ่นว่าโรงยิมอยู่ไกล
มันกลายเป็นใกล้ได้
แต่พอถึงตอนเรียน ก็เรียนกันจริงๆ
ได้เกรด 4.00 กันยกกลุ่ม
มีกู อะ อีโบว์เนี่ยแหละ ที่ไม่เคยได้ 4.00 กะเค้าเลย
อย่างมากก็ 3.85 เนี่ย สุดๆ แล้ว
จบม. 3 ก็เศร้าอีกแล้ว
เพื่อนๆ หายกันไปหมดกลุ่ม
ไปเรียนต่อโรงเรียนอื่นกันอีก
ขึ้นม.ปลาย ก็หาเพื่อนกลุ่มใหม่กันอีกแล้ว
แต่!!ยังไม่ขอเล่นชีวิตม.ปลาย
ฟังสบายๆ แค่เรื่องม.ต้นก็พอ...
เด็กๆ ผมสั้นเท่าติ่งหูทรงนักเรียน ในวันนั้น
เด็กๆ ที่เล่นอะไรติงต๊องๆในวันนั้น
วันนี้เด็กๆเหล่านั้น เป็นสาวกันหมดแล้ว แล้วก็สวยขึ้นด้วย
อนาคตไกลอีกต่างหาก
เรามองย้อนหลังไปตอนนั้น จนมาถึงขณะนี้
เราปลื้มใจในตัวเพื่อนๆเราจริงๆๆ
เล็ก จ๋า นุ้ย เทป ก็เรียนอยู่แพทย์ศิริราช
(มันบอกไม่รู้จะเรียนอะไร เข้าหมอแหละ สิ้นคิด)
(ดูคนเก่งสิ้นคิด เค้าเรียนกันสิ)
ไอ้แว่น ก็เรียนอยู่แพทย์ มศว.
(มันบอกว่า หลบมามศว.ดีกว่า ไม่อยากเจอเพื่อนเก่าๆ เบื่้อขี้หน้า)
ภัทร ก็เรียนวิศวะ จุฬา (สมใจเชียวนะ)
อีโบว์ เรียนการอาหาร อินเตอร์
(อีนี่ก็สิ้นคิด ไม่รู้จะเรียนอะไร แม่มันเลยจับเรียนทำอาหาร)
สุดท้าย ลูกตาล จากที่เคยวาดฝันว่า จะเข้าสถาป้ตย์ศิลปากร เป็นเด็กติ๊ส เซอร์ๆ
กลายมาเป็น ถาปัตย์โกอินเตอร์มาอยู่เมกาแทน
ติ๊ดไม่ออกเลย เพราะหนาวเกิน แต่งตัวติ๊สไม่ได้
ฮาๆๆๆ
เล่าแค่ตอนม.ต้นก็พอ
คิดถึงพวกแกจังเลย
ส่วนโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัยตอนนี้ก็เปลี่ยนแปลงไปเยอะ
พัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ มีสนามหญ้าเขียวขจี
ตอนนี้มีต้นไม้เ้ยอะร่มรื่นมากๆๆ มันโตพอที่จะให้ร่มเงาได้แล้ว
เพราะว่า รุ่นพี่ที่เข้ารร.สายโดนทำโทษให้ปลูกต้นไม้
รุ่นน้องๆ ที่มีต้นไม้ไว้ให้หลบแดด ก็ต้องขอบคุณรุ่นพี่ๆเค้าไว้
ทางเดินไปโรงยิม ก็ไม่ร้อนอีกต่อไป เพราะมีต้นไม้เป็นซุ้มเดินตลอดทาง
ตอนนี้คอมพิวเตอร์ เยอะมากๆๆ มี400เครื่องได้แล้วมั้งเนี่ย
พัดลมก็มีครบทุกห้องเรียนแล้ว เพราะรุ่นพวกเราบริจาคกันไป
ไปบ่นให้ผู้ปกครองฟัง จนเค้าทนไม่ได้ที่ให้ลูกๆต้องนั่งโบกพักเวลาเรียน
เลย ให้ตังโรงเรียนกันใหญ่ ให้ติดตั้งพัดลม
ตอนนี้ มีอัฒจัณฑ์แล้วนะ ไม่ต้องนั่งปูเสื่อที่พื้นนั่งดูเค้าแข่งกีฬาแล้ว
แต่เราไม่มีโอกาสไปขึ้นอัฒจัณฑ์เชียร์กีฬาเลยยยยย
นึกย้อนไป ก็ได้อะไรดีๆ จากโรงเรียนนี้เยอะมากๆ
ดีใจนะ ที่ได้มาเรียนอยู่ที่โรงเรียนนี้
ได้ทำอะไรให้กับโรงเรียนเยอะมากๆๆ
ได้แสดงความสามารถที่มี ที่ไม่คิดว่าตัวเองจะมีเหมือนกัน
ได้เจอเพื่อนดีๆ รุ่นพี่รุ่นน้องที่น่ารัก
และได้เรียนกับอาจารย์ ดีๆ เก่งๆ หลายท่าน
.jpg)
EDIT**
ตามที่เพื่อนว่านได้พูดมานั้น
ข้าพเจ้าก็จัดให้ได้เลย แต่รูปมันไม่ครบอ่ะ มีแค่สี่คนเอง
แต่ก็ภูมิใจนำเสนอ เพราะเพื่อนๆสวยๆน่ารักกันจริงๆๆ
จำกันแทบจะไม่ได้เชียวล่ะ อย่างที่ว่านพูดนั่นแหละ

Before & After 555+